Wednesday, February 28, 2007

lost & found

ด้วยความเศร้าที่ไม่อาจเยียวยา

สามปีแล้ว ที่เราจากกัน

พบกันวันที่ 12 มีนาคมนี้ เวลา 13.30 น.

Tuesday, February 27, 2007

อยากเป็นครูอนุบาลที่เชียงใหม่ไหม?

เพื่อนที่เชียงใหม่ ฝากข่าวมาว่า
ป้าอุ๋ม ลดาวดี วนวิทย์ แห่งคิดดี้แบร์ พรีสกูล ผู้ริเริ่มโครงการ ฝากบอกมา ด้วยงานที่ล้นมือ คิดดี้แบร์ พรีสกูล จึงรับสมัครผู้ช่วยครูต่างประเทศเพิ่มเติม จบปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี ติดต่อด่วนมากๆ ที่ 053-243160-1 จ้า
ชื่อโรงเรียนน่ารักจัง เพราะคืออนุบาล "หมีน้อย" จริงๆ เลยนะ อยู่ที่เชียงใหม่เจ้า :)

Friday, February 16, 2007

Give me 5! < BLOG TAG >


อันเนื่องมาจากบลอกแทกที่เล่นกันเมื่อต้นปี

เราได้รับแท็กออนไลน์จาก bact' , thanska , เจ้าหญิงเพี้ยน
และได้รับแท็กออฟไลน์จาก นักข่าวในฐานะชนเผ่าหนึ่ง , กานต์ ยืนยง , วิลาศ เตชะไพบูลย์ , เริงฤทธิ์ 'dog , Pawoot , คุณกั้ง , Jakrapong และคุณสาธิต

หลังจากเสียมารยาท ต๊ะแท็กมานาน และโดนกดดันด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะผ่านการไถ่ถามอย่างสุภาพ ข่มขู่ ส่งข้อความทางมือถือ และออนไลน์ทวง ว่าเมื่อไรจะตอบแท็กเสียทีนั้น

บัดนี้ถึงเวลาอันควรแล้วจ้า

ห้าประการเกี่ยวกับตัวฉัน ที่คุณอาจจะยังไม่รู้


1

เราเป็นลูกจีนรุ่นแรก เกิดที่ตรอกเจ้าสัวติกล้ง ถนนทรงวาด
ที่ว่าเป็นลูกจีน 'รุ่นแรก' คือเป็นรุ่นแรกของครอบครัวที่มาเกิดเมืองไทย ส่วนรุ่นพ่อรุ่นแม่นั้น เกิดและโตที่เมืองจีนโดยเพิ่งเข้ามาเมืองไทยตอนที่พวกเขาอายุ 24 ปี

พ่อกับแม่ไม่ได้มีการศึกษาสูง ถ้าเข้าใจไม่ผิด พ่อน่าจะจบสักม.ต้น ส่วนแม่คงจบประถม และก็เข้าใจว่า พวกเขาผ่านระบบการศึกษามาในช่วงปลายๆ ของการปฏิวัติวัฒนธรรมจีน

เมื่อมาเมืองไทย ก็มาค้าขาย แปลก... พ่อกับแม่กลายเป็นคนชนชั้นกลางที่สนใจการเมืองมาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

ทั้งคู่ต้านทักษิณอย่างมาก แต่การไม่มีช่องทางรับข่าวสาร ก็ทำให้พ่อกับแม่จำต้องติดตามสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา และสนธิ ลิ้มทองกุล ผ่านทางทีวี เพราะจะให้อ่านหนังสือพิมพ์ ก็อ่านภาษาไทยไม่ออก อ่านได้เฉพาะหนังสือพิมพ์จีนที่ไม่มีข่าวอะไรเท่าไร

เมื่อมีการรัฐประหาร พ่อกับแม่จึงโล่งใจมาก ที่ทักษิณออกไปได้

แม้ที่บ้านจะสนใจการเมืองก็ตาม แต่เขาก็ไม่อยากให้เรายุ่งคลุกคลีกับการเมือง เพราะเขารู้ว่า เรื่องการเมือง ยิ่งข้องเกี่ยว ยิ่งสกปรกและไม่มีความสุข แต่เขาก็รู้ว่าเราเป็นเด็กดื้อ แต่ก่อนเขามักพูดว่า "ถ้าที่ไหนมีม็อบ เราอย่าไปนะ" แต่หลังๆ เขาเปลี่ยนประโยคใหม่เป็น "ถ้าที่ไหนมีม็อบแล้วเราไปร่วมด้วย อย่ายืนข้างหน้านะ"

ประนีประนอมแฮะ

มีครั้งหนึ่ง ภาคประชาชนจัดงานสมัชชาสังคมไทย และในวันสุดท้ายมีเดินขบวน เราจะออกจากบ้านไปร่วม พ่อกับแม่ก็ถามว่าจะไปไหน เราบอกว่า เราจะไปเดินขบวน เขาถามว่าเดินขบวนไปเพื่ออะไร เราตอบว่า เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย (ตอนตอบ ก็แอบอ้วกในใจ)

ปรากฏว่าพ่อโกรธมากบอกว่าให้รอดูคณะรัฐประหารทำงานก่อน และบอกว่า 'ประชาธิปไตยที่แท้จริง มันไม่มีหรอก' นักศึกษามากมายที่เรียกร้องประชาธิปไตยที่เทียนอันเหมินชะตากรรมเป็นยังไงรู้ไหม เรื่องนี้เรียกร้องยังไงก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา




2

เนื่องจากพ่อแม่เรียนมาน้อย และเห็นว่าประตูบานเดียวที่จะเปิดโอกาสให้คนได้ก็คือการศึกษา เขาเลยปลูกฝังให้ตั้งใจเรียนหนังสือ พี่น้องทั้ง 6 คนยกเว้นเราแล้ว มีดีกรีที่ก้าวหน้าอวดคนในตลาดแถวบ้านได้กันทุกคน

แต่ก่อน เรามักจะบ่นให้คนนอกบ้านฟังเสมอๆ เรื่องความคาดหวังของครอบครัว ความแตกต่างทางความคิด ช่องว่างระหว่างวัย แต่ตอนนี้ก็เริ่มเข้าใจและมองได้ด้วยยิ้มๆ เอาเข้าจริง เราได้แต่บ่นแต่แทบจะไม่ปรับตัวอะไร เขาเสียอีกที่ต้องใช้ความพยายามฝ่าความแตกต่าง (วัฒนธรรม ชนชาติ ภาษา การศึกษา) ระหว่างเด็กดื้ออย่างเรากับเขา อดทนกับเด็กดื้ออย่างเรา และยอมเด็กดื้ออย่างเราไปมากมายนับไม่ถ้วน

สมัยม.ต้น แม่ขอว่าให้ตั้งใจเพื่อเป้าหมายที่เตรียมอุดมศึกษา พอม.ปลาย แม่บอกว่า ชีวิตนี้จะไม่ขอไม่ห่วงอะไรอีกแล้ว ถ้าเราเอ็นท์ติด (ตอนนั้นโคตรดีใจเลย ที่แม่บอกว่าจะไม่ขออะไรอีก ฮ่าฮ่า) พอเรียนจบปริญญาตรี แม่ลืมคำสัญญาเดิม แล้วบอกว่า มีสองเรื่องที่ยังห่วง คือ ให้เรียนจบปริญญาโท และให้มีแฟนสักที

คำขอของแม่ช่างยากขึ้นไปทุกทีๆ กลัวว่ามันจะสะดุดเหมือนประชาธิปไตยไทยน่ะซี



3


ตอนเข้าม. 1 ครูวิชาสังคม ให้ลองทำแบบสอบถามเกี่ยวกับตัวฉัน ตอนแจกแบบสอบถาม ครูบอกว่า ให้ตอบตามที่เป็นเรา และให้ตอบตามสบาย เพราะไม่มีผิด ไม่มีถูก และไม่มีคะแนน

คำถามข้อหนึ่งถามว่า เหงาบ่อยแค่ไหน? มีตัวเลือกคือ ไม่เคยเลย บางครั้งบางคราว สม่ำเสมอ บ่อยมาก เราเลือกช่อง 'ไม่เคยเหงาเลย' ปรากฏว่าคุณครูแจกแบบสอบถามนั้นกลับมาที่เรา วงตัวแดงตัวโตๆ แล้วบอกว่า ไม่มีทาง ที่คนเราจะไม่เคยเหงา และคำตอบข้อนั้นของเรา ตอบผิด

เราโคตรจะไม่เข้าใจ แต่หลังจากนั้นก็เริ่มค้นความรู้สึกตัวเอง หลังจากนั้นมา เราก็เหงา เหงาบ่อยๆ บ่อยมาก และบ่อยถึงที่สุด จนถึงขั้นโอเวอร์ มักจะขนานนามตัวเองเสมอ ว่าเป็นผู้ที่รู้จริงเรื่องความเหงาที่สุดในโลก ขณะเดียวกัน ก็เสพติดความเหงาด้วย

แม้จะสนิทกับความเหงา แต่ก็มีคติประจำใจว่า จะไม่ใช้ความเหงาทำร้ายผู้อื่น แต่เท่านั้นคงไม่พอ เพราะคงต้องเพิ่มอีกข้อว่า แม้จะหลีกหนีผู้อื่นที่เอาความเหงามาทำร้ายไม่ได้ แต่ก็จะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างเท่าทัน



4

เขาว่ากันว่าเราเป็นคนปากจัด แม้เราจะไม่ค่อยเชื่อ แต่ก็คงต้องรับฟังไว้บ้าง (แฮ่ม)

ตอนสมัยมัธยมต้น เพื่อนสนิทที่สุด ที่ปัจจุบันก็ยังยอมคบเราอยู่ (ชื่อจิ๋ว ตอนนี้เป็น geek เรื่องต้นไม้) ถึงกับเคยพูดว่า เราจะพูดยังไงก็ได้ แต่ขออย่าประชดได้ไหม เพราะมันไม่ดี

เนื่องจากเราแคร์เพื่อน เราจึงปรับตัว ดังนั้น ทุกวันนี้ เราจึงเติบโตขึ้นมา เป็นคนที่ปากจัดอย่างตรงไปตรงมา ไม่นิยมประชดใคร และก็ไม่ชอบคนที่พูดจากประชดด้วย ... เพราะมันไม่มีประโยชน์



5

เรามีความเชื่อแปลกๆ คือ เชื่อและศรัทธาในการพัฒนา การเติบโต

ก่อนที่จะมาเชื่อแบบนี้ มันอาจมาจากมุมมองที่เรามองว่า เราเป็นคนที่โชคดีเสมอ คือ ตั้งแต่เด็กจนโต นอกจากมีครอบครัวที่อบอุ่นและรักกันแล้ว เรายังมีเพื่อนสนิทคู่ใจในทุกๆ ที่ เมื่อมาเรียนหนังสือในสถาบันที่ห่วยเป็นอันดับสองของประเทศ แม้จะพบความย่ำแย่ความจอมปลอมของโลกใบใหญ่ แต่ในนั้นก็ยังมีอาจารย์ที่ดี ที่เปลี่ยนความหมายของคำว่ามหาวิทยาลัยจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อมาทำงานในองค์กรที่มีแต่พวกเสือสิงห์กระทิงแรดและพวกเขี้ยวลากดิน แต่กลับได้พบเจอผู้คนแปลกประหลาด ซึ่งกลายเป็นเพื่อนกันจริงๆ ไปแล้ว แล้วเมื่อทำงานต่อๆๆ ไป ชีวิตก็มีแต่พบเจอผู้คนที่น่ารักมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือ การที่มีผู้ที่เชื่อเรา ให้โอกาสเราเสมอๆ

เราจึงคิดเหมาๆ เอาว่า นี่เป็นสิ่งที่สังคมให้เรา และทำให้เราอยากตอบแทนสิ่งรอบข้าง (อย่าอ้วก)

สิ่งที่ทำให้เชื่อมั่นในพัฒนาการ ก็มาจากความโชคดีที่มีโอกาสรู้จักและเห็นการทำงานของเพื่อนๆ ที่เคลื่อนไหวเพื่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งน่าจะเป็นตัวแบบที่ดีในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการการเติบโต ทัศนะต่อการจัดการกับปัญหา ทัศนะของชีวิตและมนุษย์ พี่คนหนึ่งเคยบอกเราว่า เข้าใจเอดส์ คือเข้าใจชีวิต เราเห็นด้วยตามนั้น

ดังนั้น บ่อยๆ ที่เราท้อแท้ เจออุปสรรค เรามักแอบไปพูดไปคุยไปคลุกคลีกับคนทำงานกลุ่มนี้ เขาไม่รู้หรอก ว่าเราแอบไปดูดอะไรจากเขามา ฮ่า

เมื่อเชื่อมั่นในพัฒนาการและการเติบโต แม้สถานการณ์การเมืองจะทำให้รู้สึกท้อได้บ่อยๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เรายืนยันเสมอ คือ สักวันคนตัวเล็กๆ จะครองเมือง

แม้หลายคนจะพูดว่า ภาคประชาชนหน่อมแน๊ม (ซึ่งไม่เถียง แต่ไม่ลืมด้วยว่า มีคนไม่มากที่จะมีโอกาสได้เป็นชนชั้นนำ ผู้มีอำนาจ และนักวิชาการ) แต่มันเป็นอย่างนั้นแล้ว ไม่มีทางไหน นอกจากเชื่อมั่น ร่วมก้าวไปด้วยกัน ยินดีที่จะอดทน และไม่เร่งรัดให้ภาคประชาชนต้องโตเร็วๆ หรอก

เพราะตอนนี้ โตไป ก็ไม่มีที่ยืน

.......

จบแล้ว แนะนำตัวเองห้าข้อ

จากนี้ไป ถึงคิวเราได้แท็กต่อคนอื่นบ้าง เนื่องจากคนที่อยากแท็กก็ล้วนถูกแท็กไปหมดแล้ว ดังนั้น เราจะขอแท็กบลอกเกอร์มือใหม่ ดังต่อไปนี้

หนึ่ง ขุนพลน้อย นักข่าวสายความมั่นคง ประชาไท
สอง
:::third eye NOT blind::: นักข่าวสายต่างประเทศ ประชาไท และบรรณาธิการ prachatai weekend
สาม pig the day นักข่าวสายคุณภาพชีวิต ประชาไท
สี่ chuwat เอดิเตอร์ อิน 'ชิท' ประชาไท
ห้า gg's world ผู้จัดการ ประชาไท
หก ปกป้องดอทคอม เวบมาสเตอร์หัวขนม ประชาไท
เจ็ด I am just fine ^^ นักอ่านวรรณกรรมผู้อบอุ่นโรแมนติก
แปด ซังกุงสูงสุดแห่งประชาไท ผู้ดูแลชุมชนและคอลัมน์
เก้า นอนุ้นแสนดผู้สร้างความอบอุ่นให้ประชาไท

เอ เขายอมให้แท็กบลอกเกอร์ในอนาคตไหมนะ จะได้แท็กรอไว้ อุอุ

Sand in my shoes

วันนี้ เดินทางทั้งวัน
พาตัวเองไปเอาทรายเปื้อนเท้าโดยไม่จำเป็น

Tuesday, February 13, 2007

H2



"แล้วเธอล่ะ คุนิมิ ยังมีสิ่งที่อยากทำอยู่หรือเปล่า
ถ้าเธอยังมีอะไรคาใจอยู่ล่ะก็ จะก้าวต่อไปไม่ได้"


Sunday, February 11, 2007

Lost in the City

จิม ทอมป์สัน ไมไ่ด้หายไป เขากลับมาแล้ว !

เขาคือชาวอเมริกันคนหนึ่ง ที่เข้ามาในเมืองไทยตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
และหลงใหลในศิลปะ วัฒนธรรมไทย
เขาคนนี้เองที่ทำให้ 'ไหมไทย' เป็นที่รู้จักในระดับโลก

ก่อนที่เขาจะหายตัวไปอย่างลึกลับในป่า

ถ้าจิมป์ ทอมสันยังมีชีวิตอยู่ ปัจจุบันเขาจะมีอายุครบ 100 ปี
ด้วยโอกาสนี้ Navin Rawanchaikul จึงจัดนิทรรศการที่มีชื่อว่า
"หลงกรุง" (Lost in tha City) ขึ้น

แฮ่ม... ยังไม่ไ่ด้ไปดูหรอก แต่บังเอิญได้อ่านจาก "ดิฉัน" ขณะรอตัดผม
คอลัมนิสต์บอกว่า มีอะไรหลายอย่างให้เล่นได้
เช่น ตู้โทรศัพท์สีแดง ยกหูขึ้นก็จะได้ฟังข้อมูลต่างๆ
อ่านแล้ว... ดูรูปแล้ว... ตั้งใจว่า จะต้้องปลีกตัวไปดูให้ได้เลยเชียว


Exhibition: “Lost in the City "
Dates: November 25, 2006 through March 31, 2007
Location: Jim Thompson House, Center for the Arts
6 Soi Kasemsan 2 (BTS National Stadium)
Open: Daily 9:00 am – 5:00 pm
Admission: free


ต้องจำไว้ว่า ไปบ้านจิม ทอมป์สัน ที่อยู่ซอยเกษมสันต์ 2 ตรงข้ามสนามกีฬา ไม่ใช่แถวพัฒน์พงศ์!!!

Tuesday, February 06, 2007

the office

ตอนนี้ทุกคนรอบตัวยุ่งๆ วุ่นวายกันไปหมด แต่ก็ยังน่ารัก แอบมีพื้นที่ส่วนตัวกัน
ล่าสุด pig the day และ chuwat ก็กำลังค่อยๆ ก่อร่้างสร้างบลอกกับเขาบ้าง
หลังจากที่เห็น ขุนพลน้อย แอบเขียนเรื่องสร้างภาพโรแมนติกออกมาได้สำเร็จ