Friday, September 15, 2006

•_• เขตเศรษฐกิจพิเศษ ตอน 1


ร่างพรบ.เขตเศรษฐกิจพิเศษ ฉบับ ประเทศไทย จำกัดมหาชน


เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2547 คณะรัฐมนตรีทั้งคณะมีมติให้ผ่านร่างกฎหมายฉบับหนึ่ง เป็นร่างกฎหมายฉบับใหญ่ ที่มีความยาวถึง 110 มาตรา! เนื้อหามีผลให้ต้องยกเลิกกฎหมายหลายฉบับ!


เนื้อหาในร่างดังกล่าว สัก กอแสงเรือง สมาชิกวุฒิสภา อดีตนายกสภาทนายความ ถึงขั้นกล่าวว่า “ผมยกย่องคนร่างจริงๆ คนธรรมดาอย่างพวกเรานี่คิดไม่ได้หรอก”

ร่างพระราชบัญญัติฉบับนั้น คือ ร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ….



และต่อไปนี้ คือเนื้อหาของกฎหมาย ที่ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ

หนึ่ง
เขตเศรษฐกิจพิเศษ คืออะไร

หลักการและเหตุผลของกฎหมายฉบับนี้ มาจากความต้องการที่จะเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้น พัฒนาการให้บริการของภาครัฐโดยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน แต่กฎหมายเดิม ซึ่งคือพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรม พ.ศ. 2522 ไม่เอื้อต่อการพัฒนาดังกล่าว เพราะเน้นเพียงการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นเขตอุตสาหกรรมส่งออกเท่านั้น แต่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาประสิทธิภาพในการ “ให้บริการ” ของภาครัฐ จึงจะยกเลิกกฎหมายดังกล่าว และให้มีกฎหมายว่าด้วย “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ขึ้น

เขตเศรษฐกิจพิเศษ คือพื้นที่ที่จัดตั้งขึ้น เพื่อส่งเสริม สนับสนุน อำนวยความสะดวก และ “ให้สิทธิพิเศษบางประการ” ในการดำเนินกิจการต่างๆ เช่น การอุตสาหกรรม เกษตรกรรม พาณิชยกรรม การท่องเที่ยว การบริการ การผังเมือง การอยู่อาศัยที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี หรือ “การอื่นใด”[1] อันครอบคลุมกว้างขวาง

คณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ประกอบด้วย “นายกรัฐมนตรี” เป็นประธานผู้มีอำนาจสูงสุด รองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นอกจากนี้ มีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่น้อยกว่าเจ็ด แต่ไม่เกินสิบคน เป็นกรรมการ

แต่ทว่า คณะกรรมการนโยบาย จะเชิญรัฐมนตรีหรือปลัดกระทรวงใดๆ ให้มาเข้าร่วมประชุมเป็นครั้งคราวได้[2] แล้วรัฐมนตรีหรือปลัดกระทรวงผู้มาประชุมนั้น มีฐานะเป็น “กรรมการ” ทันที แสดงว่า สัดส่วนของกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษในภาครัฐ ภาครัฐมนตรี สามารถที่จะยืดหยุ่น เพิ่มขึ้นได้ ตามความเห็นของคณะกรรมการนโยบาย โดยทั้งหมดอยู่ในความดูแลของนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจสูงสุด
ฐานะของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ มีฐานะเป็น “องค์กรมหาชน”[3] แต่เขตเศรษฐกิจพิเศษมีฐานะเป็น “นิติบุคคล”[4] ไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติใด ๆ ที่ใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจหรือองค์การมหาชน อีกนัยหนึ่งคือ เป็นองค์กรมหาชนที่ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายองค์กรมหาชน
“มันอยู่เหนือกฎหมาย! มีอำนาจ แต่ไม่มีหน้าที่! ไม่มีภาคบังคับให้อยู่ในกรอบของกฎหมายใดๆ!” สัก กอแสงเรือง กล่าวถึงร่างพรบ.ดังกล่าวในที่ประชุมร่วมกันของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา
คณะกรรมการนโยบาย สามารถดำเนินการใดๆ ผ่านสำนักงานคณะกรรมการนโยบาย ซึ่งมีหน้าที่ [5] ทั้งเป็นธุรการ ศึกษา เสนอแนะกิจการต่าง ๆ รวมทั้งมีหน้าที่ในการ “ร่วมประกอบการงาน” หรือ “ร่วมลงทุน” กับเขตเศรษฐกิจพิเศษในกิจการทั้งปวงของเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ในเรื่องนี้ นายสัก กอแสงเรืองกล่าวว่า “สำนักงานทำหน้าที่ธุรการตามมาตรา 12 แต่สำนักงานยังไปร่วมประกอบการ หรือร่วมลงทุนกับเศรษฐกิจพิเศษได้ เลยทำให้สงสัยว่าอำนาจของสำนักงาน มันบริหารจัดการทำหน้าที่ธุรการจริงหรือเปล่า พอไปประกอบการหรือร่วมลงทุน มันเป็นพ่อค้าไปแล้ว เป็นนักลงทุนไปแล้ว เป็นผู้ประกอบการไปแล้ว ตกลงสำนักงานมีฐานะเป็นสำนักงานตามอำนาจหน้าที่จริงหรือเปล่า”
การจัดตั้ง เปลี่ยนแปลงเขต หรือยุบเลิกเขตเศรษฐกิจพิเศษ ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา[6] ก่อนที่ครม.จะให้ความเห็นชอบ ให้ครม.ส่งร่างพระราชกฤษฎีกาต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อ “ทราบ” นั่นคือ สภาไม่มีอำนาจพิจารณา ไม่มีอำนาจทักท้วง ทบทวน ส่งคืน หรือทำให้พระราชกฤษฎีกาตกไป นอกจากเป็นสภาตรายาง อำนาจทั้งหมดถูกรวบไว้ที่ฝ่ายบริหารอย่างชัดเจน
“ให้ฝ่ายบริหารออกพระราชกฤษฎีกาซึ่งเป็นกฎหมายลูก ยกเว้นกฎหมายในรูปแบบของพระราชบัญญัติที่ออกโดยสภาได้มากมาย!”

[1] มาตรา 6 : เมื่อมีกรณีสมควรส่งเสริม สนับสนุน และอำนวยความสะดวก รวมตลอดทั้งให้สิทธิพิเศษบางประการภายในเขตพื้นที่เฉพาะ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการต่าง ๆ เช่น การอุตสาหกรรม เกษตรกรรม พาณิชยกรรม การท่องเที่ยว การบริการ การผังเมือง การอยู่อาศัยที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี หรือการอื่นใด รวมทั้งการพัฒนาต้นแบบการบริหารจัดการที่ดี และการจัดให้เป็นเขตประกอบการเสรี อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ให้ดำเนินการจัดตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ตามพระราชบัญญัตินี้

[2] มาตรา 7 วรรคสี่ : ในการประชุมพิจารณาเรื่องใด คณะกรรมการนโยบายจะเชิญรัฐมนตรีหรือปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นให้เข้าร่วมประชุมในฐานะเป็นกรรมการเป็นครั้งคราวด้วยก็ได้ ในกรณีเช่นนั้น ให้รัฐมนตรีหรือปลัดกระทรวงซึ่งได้รับเชิญและมาประชุมมีฐานะเป็นกรรมการตามวรรคหนึ่งสำหรับการประชุมครั้งที่ได้รับเชิญนั้น

[3] มาตรา 11 : ให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ มีฐานะเป็นองค์การมหาชน
การใดที่มิได้บัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชน เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ ให้ถือว่าคณะกรรมการนโยบายมีฐานะเป็นคณะกรรมการซึ่งทำหน้าที่บริหารสำนักงาน และนายกรัฐมนตรีเป็นรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาตามกฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชน
[4] มาตรา 16 วรรค 3 : ให้เขตเศรษฐกิจพิเศษ มีฐานะเป็นนิติบุคคล ไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติใด ๆ ที่ใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจหรือองค์การมหาชน เว้นแต่ในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดตั้งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ให้ถือว่าพนักงานและลูกจ้างของเขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นพนักงานและลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ
[5] มาตรา 12 : สำนักงานมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(๑) ทำหน้าที่ธุรการของคณะกรรมการนโยบาย
(๒) ศึกษา เตรียมการ เสนอแนะกิจการต่าง ๆ อันเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบาย
(๓) ศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ที่จะกำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเฉพาะในเรื่องความเป็นไปได้ในทางเศรษฐกิจและการเงินในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่ละเขต ผลกระทบและความคุ้มค่าในประโยชน์ที่ประชาชนในพื้นที่จะได้รับ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบาย
(๓ / ๑) ให้ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่เพื่อประกอบการสึกษาวิเคราห์และเสนอแนะแนวทางป้องกันหรือแก้ไขผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ทั้งก่อนและหลังการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ
(๔) ส่งเสริมและสนับสนุนกิจการของเขตเศรษฐกิจพิเศษ
(๕) ร่วมประกอบการงานหรือร่วมลงทุนกับเขตเศรษฐกิจพิเศษในกิจการทั้งปวงของเขตเศรษฐกิจพิเศษ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายกำหนดหรือตามที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบาย
(๖) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้หรือที่คณะกรรมการนโยบายมอบหมาย
[6] มาตรา 16 : การจัดตั้ง เปลี่ยนแปลงเขต และการยุบเลิกเขตเศรษฐกิจพิเศษ ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะให้ความเห็นชอบในร่างพระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่ง ให้คณะรัฐมนตรีส่งร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อทราบ

No comments: