Sunday, June 21, 2009

Nang-Nak The Musuem

พื้นที่ภูมิใจเสนอข่าวประชาสัมพันธ์ วิบ วิบ วิบ วิ๊ง....



คำประกาศจากนอกเขตพระโขนง

พ.ศ. 2552 ประเทศไทยเผชิญปัญหาทั้งวิกฤติทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ หน่วยงานทั้งของรัฐและเอกชนต่างก็ร่วมใจกันสร้างสรรค์นโยบายที่จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ หนึ่งในจำนวนโครงการเหล่านั้นเป็นการจัดนิทรรศการโดยพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง ซึ่งได้นำตำนานพื้นบ้านเรื่องหนึ่งอันเป็นที่รู้จักกันดีมาจัดแสดง ด้วยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถกระตุ้นการท่องเที่ยวและนำเม็ดเงินให้เดินสะพัดช่วยชาติได้มากกว่าเช็คที่คนไทยที่ควรได้กลับไม่ได้

ตำนานพื้นบ้านเรื่องนั้นคือ “นางนากแห่งพระโขนง”

แต่ถ้าจะว่าไปตามเหตุผลดังที่อารัมภบทมา มันก็ไม่ช่วยเศรษฐกิจของชาติซักเท่าไหร่ หนำซ้ำก็ยังไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการเมืองอันแสนร้อนระอุและพิษภัยทางเศรษฐกิจด้วย หากแต่ประเด็นที่น่าสนใจของการจัดนิทรรศการคราวนี้ก็คือ... ผู้จัดทำนิทรรศการได้มีกระบวนการวิจัยข้อมูลโดยผ่านการเข้าทรงวิญญาณนางนากแห่งพระโขนง

หมายเหตุ : การเข้าทรงนี้ดำเนินงานโดยหมอผีสาวใหญ่ ผู้กำลังทำปริญญาโทอยู่ที่อักษรฯ จุฬาฯ โดยเธอวางแผนว่าจะเสนอวิทยานิพนธ์หัวข้อ “Trance Drama in Southeast Asia” ส่วนที่ว่าคณาจารย์จะเห็นชอบกับหัวข้อนี้ในความเป็นจริงหรือไม่นั้น ไม่ใช่ประเด็นที่เราควรจะใส่ใจมากนัก เพราะสิ่งที่เราควรจะสนใจกว่าก็คือ...

อะไรจะเกิดขึ้นถ้านางนากกลับมาในปี พ.ศ. นี้?

อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเธอพบว่าผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์...คือ “พี่มาก” ของเธอในชาติปางก่อน?

อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเธอพบว่า...พี่มากของเธอในชาติปางก่อนนั้น...ในชาตินี้เขามีภรรยาเป็นเจ้าแม่บริษัทออกาไนเซอร์ รับจัดงานศิลปวัฒนธรรมของทางราชการภายใต้นโยบายลับ ๆ ของบริษัทที่ว่า...

“วัดครึ่งหนึ่งกรรมการครึ่งหนึ่ง” …?

และที่สำคัญ...อะไรจะเกิดขึ้นถ้า “ความรักที่มีแต่การครอบครอง” กำลังจะถูกท้าทายให้ผ่านบททดสอบอีกครั้ง?

ทั้งหมดนี้สามารถพบได้บ้างไม่ได้บ้างใน... “ละครพูดสุดเดช แต่ไม่ปฏิเสธการร้องโชว์”

“นางนาก เดอะ มิวเซียม”

ผลงานละครเวทีลำดับที่ 7 ภายในระยะเวลา 2 ปีของ New Theatre Society

และละครเวทีเรื่องที่ 33 ของ “บิ๊ก” ดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์ ผู้กำกับการแสดง

นำแสดงโดย นักแสดงละครเวทีนอกเขตพระโขนง

“เกรียง” - เกรียงไกร ฟูเกษม,
“อิ๋ว” - ปานรัตน กริชชาญชัย
“เอี้ยง” - สวนีย์ อุทุมมา
“กั๊ก” - วรรณศักดิ์ ศิริหล้า
“เบิร์ด” - นีลชา เฟื่องฟูเกียรติ
“ดาว” - สาธิกา โภคทรัพย์
และ “กอล์ฟ” - อรอนงค์ ไทยศรีวงศ์ รับบท นางนาก

จัดแสดงวันที่ 19 ถึง 30 มิถุนายน 2552 ทุกวันเวลา 19.30 น.
ยกเว้นรอบสุดท้าย วันที่ 30 มิถุนายน เล่นเวลา 18.30 น.
ณ มะขามป้อม สตูดิโอ จัตุรัสสะพานควาย แห่งเดียวเท่านั้น!

บัตรราคาเริ่มต้นที่ 250 บาท และขึ้นทีละ 50 บาททุก ๆ 4 รอบจนถึง 350 บาท

สำรองที่นั่งโทร 086 787 7155 (ที่นั่งมีจำนวนจำกัดเพียง 40 ที่ต่อรอบเท่านั้น)

Friday, June 05, 2009

Log? Hash? Authentication? ....?

ไปเป็นลิงน้อยหน้างง อยู่ในการประชุม ที่เรียกว่า "ประชาพิจารณ์มาตรฐานระบบเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ ฉบับที่ 1" ขอเรียกชื่องานนี้ด้วยภาษาปากว่า "ประชาพิจารณ์มาตรฐานระบบเก็บ log file" จัดที่เนคเทค อะแคเดมี ตรงตึกมหานครยิปซัม

งานนี้จัดประชาพิจารณ์สิ่งที่เรียกว่า "(ร่าง) มาตรฐานศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ" หรือ NECTEC Standard ที่จัดทำโดยเนคเทคร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ คนนำเสนอหลัก คือ นายบรรจง หะรังษี จากบริษัท ที-เน็ต จำกัด

ที่มาที่ไปของบทสนทนาเรื่องการเก็บ log นี้ มันสืบเนื่องมาจากข้อกำหนดในพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ที่บอกว่าผู้ให้บริการจะต้องเก็บ log file เป็นเวลา 90 วัน ซึ่งเจ้า log นี้มันก็คือหลักฐานชิ้นเอกสำหรับการสืบคดีที่มีคอมพิวเตอร์มาเกี่ยวข้อง

ภาระการเก็บ log file เป็นเรื่องใหม่ ไม่ใช่แค่รู้เทคนิคและยินดีทำตามกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องมีสตางค์ด้วย เพราะเขาว่ากันว่าไอ้ log file 90 วันนี้ มันก็คือข้อมูลมหาศาล (หน้าตามันแนวๆ ตัวหนังสือกระยึกกระยือที่คนทั่วไปอ่านไม่เข้าใจ แต่มันสามารถถอดรหัสออกมาได้ว่า ใครทำอะไรที่ไหนอย่างไรเมื่อไร) การเก็บข้อมูลมหาศาลก็ต้องมี "ผลิตภัณฑ์" ที่รับประกันคุณภาพได้

งานนี้เขาว่ากันด้วยเรื่องการวาง "มาตรฐาน" ของ "ผลิตภัณฑ์" ที่จะมาเก็บ log ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการ โดยมาตรฐานระบบเก็บ log ฉบับนี้ มุ่งไปที่ผู้ให้บริการประเภท ๕ (๑) ข และ ๕ (๑) ค ตัวอย่างเช่น ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP), ผู้ประกอบการซึ่งให้บริการในห้องพัก ห้องเช่า โรงแรม ร้านอาหารและเครื่องดืม, ผู้ให้บริการประเภทองค์กรเช่น หน่วยงานราชการ บริษัท สถาบันการศึกษา, Web Hosting, Web Server, File Server, Mail Server, Internet Data Center

ในงานพยายามเน้นว่า มาตรฐานในการเก็บข้อมูล จะต้องมั่นคงปลอดภัยเชื่อถือได้ มีการตรวจสอบความสมบูรณ์และถูกต้องของข้อมูลด้วยวิธี hashing มีระบบการเก็บและต้องกำหนดชั้นความลับในการเข้าถึงข้อมูลนี้เพื่อไม่ให้ใครก็ตามเข้าไปแก้ไขข้อมูลนั้น เพื่อสุดท้ายจะได้สามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ในชั้นศาลได้

อย่างไรก็ดี แม้การจัดงานแบบ "ประชาพิจารณ์" จะฟังดูมีน้ำหนักทางนโยบาย แต่มาตรฐานที่ว่านี้ เป็นการกำหนดกรอบขึ้นโดยไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย.. แปลว่าลงเอยสุดท้ายคุณจะใช้ผลิตภัณฑ์ใดก็ได้ แต่หากไม่ได้เป็นมาตรฐานแบบผมบ็อบ-รองทรงสูง คุณในฐานะผู้ให้บริการก็มีหน้าที่ต้องพิสูจน์เองว่า log ที่คุณจัดเก็บมันมีความน่าเชื่อถือหรือไม่เพียงใด

อาจิน จิรชีพพัฒนา ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร บอกไว้ในงานครั้งนี้ว่า...พูดง่ายๆ คืออยากทำมาตรฐานให้ศาลยอมรับ และให้ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐซึ่งมักมีคำถามเรื่องนี้ และจะได้ทำการจัดซื่อจัดจ้างตามมาตรฐาน ตอนนี้จึงอยากให้ทุกท่านช่วยกันดูว่า หลักฐาน (log) ตามมาตรฐานที่วางไว้มันน่าเชื่อถือไหม ถ้ามันน่าเชื่อถือ เราจะได้ทำให้ทุกหน่วยงานจัดซื้อตามมาตรฐานนี้

อาจินยังเสริมต่อไปด้วยว่า หากมองว่ามาตรฐานที่วางไว้มันเข้มงวดเกินไปก็แล้วแต่ท่าน แต่หากสุดท้าย เมื่อมีคดีแล้วต้องขึ้นศาล หากศาลไม่เชื่อในหลักฐาน ไอ้หมอนั่น (หมายถึงคนร้ายทางคอมพิวเตอร์) ก็อาจจะหลุดคดีไปได้

"ไม่ได้หมายความว่า อุปกรณ์ที่ไม่ได้ทำตามมาตรฐานจะผิดพ.ร.บ.เสมอไป แต่อุปกรณ์ที่ไม่ได้ทำตามมาตรฐานอาจจะต้องไป defend เองว่าได้จัดเก็บข้อมูลมาอย่างไร"

เนื่องจากในร่างมาตรฐาน มีส่วนหนึ่งที่ระบุเรื่อง "การพิสูจน์ตัวตน" ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยืนยันความถูกต้องการหลักฐานที่จะแสดงว่าเป็นบุคคลที่กล่าวอ้างจริง ซึ่งในสองขั้นตอน คือ การระบุตัวตน (Identification) ขั้นนี้จะบอกหลักฐานว่าผู้ใช้คือ username อะไร ขั้นถัดมาคือ การพิสูจน์ตัวตน (Authentication) ขั้นนี้จะตรวจสอบว่านั่นคือบุคคลคนนั้นจริงๆ นะ

ด้วยเรื่องนี้ทำให้มีผู้เข้าร่วมท่านหนึ่งที่แสดงความเห็นว่า จากที่ผู้ให้บริการต้องเก็บ log แต่ตอนนี้เหมือนว่าต้องเป็นผู้ชี้ตัว ต้องพิสูจน์ตัวตน ตรงนี้เราทำหน้าที่เกินตำรวจไปไหม แทนที่จะเพียงแค่ส่งข้อมูลให้ตำรวจเท่านั้น

อาจินบอกว่า คนชี้ตัวคือตำรวจ แต่ log จะช่วยให้ผู้บริการพ้นผิด เจ้าของเว็บ เจ้าของเครื่องพ้นผิด และช่วยตำรวจด้วย

.............................

เราไม่ได้อยู่ฟังจนจบเพราะรีบออกไปประชุมอีกนัดหนึ่ง และเราไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย หากข้อมูลส่วนใดที่เราพิมพ์มามันผิดไป ก็ขอให้ช่วยบอกเราด้วย

ยังไงก็ตาม เราแอบมีความรู้สึกว่า เหมือนเขาจัดประชาพิจารณ์เพื่อให้คนทั่วไปช่วยเป็นพยานให้เขาไฟเขียวเดินหน้าต่อไป แล้วนำไปสู่การจัดซื้อจัดจ้าง "ผลิตภัณฑ์" อันมีมาตรฐานดังว่า...

แม้จะบอกว่าเรื่องนี้ไม่ได้บังคับเป็นกฎหมายก็ตาม แต่หวังว่าการวาง "มาตรฐาน" นี้ จะไม่ได้มีนัยยะว่า อะไรที่นอกเหนือจากนี้ แม้ไม่ผิด แต่ก็ไร้เครดิตให้ศาลเชื่อถือ อย่าลืมว่า คดีตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เท่าที่เห็นตอนนี้ ไม่ค่อยเน้นจับคนผิด แต่เน้นที่คนเห็นต่าง และคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ... นะเออ

Thursday, November 06, 2008

The Fox and the Crow (and the Gecko)


นอกจากสายตาที่สั้นเกือบพันแล้ว
ไม่แน่ใจว่ากำลังมีปัญหาอื่นๆ กับสายตาไหม 

เพราะเวลาอ่านเว็บหรือบล็อกที่พื้นหลังสีดำๆ ตัวอักษรสีอ่อน 
เมื่ออ่านเสร็จแล้ว มองอะไรเป็นจุดๆ ไปหมด

ระยะหลัง สังเกตตัวเองได้ว่า อาการโลกลายตุ๊กแกมักเกิดขึ้นหลังจากอ่านบล็อกของสุกรี
แต่ก็พอรู้มาว่า พื้นหลังที่เป็นสีดำ สร้างความรู้สึกอบอุ่นใจต่อนักเทคนิค นักพัฒนา :-)

เอ แล้วถ้าให้ background เป็นสีดำ ควรเลือกสีอะไรสำหรับตัวอักษร?

ภาพข้างล่างนี้ มีใครอ่านแล้ว มองโลกเป็นลายตุ๊กแกบ้าง



From pair of color



From pair of color

Tuesday, November 04, 2008

ReadCamp is coming

เรื่องมันแดงขึ้นมาจนได้

หลังจากมีคนคนหนึ่งเริ่มพูดขึ้นมาว่า เรามาทำReadCamp (รี้ดแคมป์) กันเถอะ
บรรดานักดมกลิ่นหนังสือก็เกิดหูผึ่ง รุกเร้าว่าให้จัดงาน "ประมาณนั้น" ขึ้นมาไวๆ

พักหลังๆ มีกิจกรรมเชิงไม่เป็นทางการ หรือ อสัมมนา เกิดขึ้นบ่อยๆ
อย่างงานเพชะคุชะ ที่นิตยสารไบโอสโคปเคยจัด และงานบาร์แคมป์ที่หลายๆ ช่วยกันปั้นมันขึ้นมา

สิ่งที่เราชอบมากที่สุดในงาน "ประมาณนี้" ก็คือ คนที่มาพูดไม่ต้องเขินมาก ไม่ต้องแต่งตัวเรียบร้อยหมดจด ไม่ต้องเป็นเซเล็บ ไม่ต้องหล่อ คนมาพูดจะเป็นใครก็ได้ ... แต่คุณอาจจะต้องเจ๋งสักหน่อย ... แปลว่า เจ๋งที่มีความสนใจในเรื่องนึง แล้วก็เปิดความคิดในเรื่องนั้นๆ ต่อผู้อื่น

คนฟังในงาน "ประมาณนี้" ก็ไม่โหด ไม่มีใครมาคอยตัดสินดีงามถูกผิดจากคุณ แต่บรรยากาศและคุณค่าทั้งหมดมันเกิดขึ้นเมื่อคนทั้งห้อง ทั้งฝ่ายพูดก่อนและฝ่ายนักฟัง-ชงประเด็น จะช่วยกันแลกเปลี่ยน ตรงนี้เองที่ทำให้อรรถรสและความคิดสร้างสรรค์ต่อยอดออกไปได้

งานนี้อาจจะต่างจากงานอื่นๆ นิดหน่อย (นิดหน่อยจริงๆ ) คือ อย่างเพชะฯ หรือบารแคมป์ มันเป็นเรื่องราวที่ผู้พูด เป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้น แต่ รี้ดแคมป์ (read camp) ออกจะเป็นเรื่องเล่า ในมุมของ "ผู้เสพ"

ไอเดียแบบรี้ดแคมป์ คือคิดว่า คนเรามีวิํธี "อ่าน" สิ่งต่างๆ ได้หลากหลายวิธี แล้ว "ทุกอย่างอ่านได้" เป็นเรื่องชวนกันเปิดมุมมองของวัฒนธรรมการอ่าน ว่ามันกว้างและสร้างสรรค์ ลึกๆ อยากบอกว่า คนอ่านไม่ได้เป็นฝ่ายรับอย่างเดียวนะ แต่เป็นฝ่ายรุกด้วยนะ ผ่านการคิดต่อ ตีความ ให้ความหมายในแบบต่างๆ และอยากทำลายกำแพงที่มักพูดกันหนาหูเสมอว่า "เด็กไทยอ่านหนังสือปีละ ๗ บรรทัด"

งานนี้ได้ความใจดีด้านสถานที่จากหอศิลป์กทม. วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เราก็ว่าจะไปที่นั่น...

เผื่อ/เพื่อจะได้เจอคนคอเดียวกัลล์...

...ไปมะ --


รายละเอียด
www.readcamp.org
โปสเตอร์ แบนเนอร์ และเสื้อยืด ออกแบบโดย anpanpon ;) 

From ReadCamp

Wednesday, August 13, 2008

barcamp bangkok 2

"คนที่ไม่มีอะไรเลยงั้นเหรอ เฮ้ย คุณต้องมีอะไรสักอย่างล่ะ
คุณอย่าไปคิดว่าคุณไม่มี 'อะไร' "
- - @pittaya


ไม่บ่อยนัก ที่จะมีงานประเภท คุยเรื่องอะไรก็ได้ โดยใครก็ได้
แต่มันก็เคยเกิดขึ้นแล้วในกรุงเทพฯ [0] [1] [2] [3] [4]
'บาร์แคมป์' ณ บางกอก กำลังจะมีขึ้นเป็นครั้งที่ ๒
ระดมไอเดียในเรื่องครอบจักรวาล โดย เราๆ
คุย แลก คิด พูด ฟัง
กิน นอน เอน
ที่ชั้น ๓ ตึก ๓ คณะวิศวะ จุฬา วันที่ ๓๐ - ๓๐ สิงหานี้
ตั้งแต่เช้า (10) ยันเย็น (18) ฟรีตลอดงาน








Friday, May 30, 2008

mind open, net open


ปกป้องเสรีภาพของเรา
บนอินเทอร์เน็ตของเรา

ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์

Sunday, May 18, 2008

mystery story

ฉันเดินทางไประนองกับเพื่อนกลุ่มใหญ่ เป็นเพื่อนที่ทำงานฉันเอง มันเป็นการพักผ่อนประจำปีของพวกเรา

เช้าวันแรกที่เราไปถึง เราเดินเล่นกันในตัวเมือง แวะกินกาแฟและอาหารเช้า ที่ร้านแห่งหนึ่ง บรรยากาศร้านดูแนวจีนๆ มีอาแป๊ะใช้ถุงน่องชงกาแฟ แนวๆ นั้น


หอมดี... ฉันคิดในใจเมื่อเดินเข้าไปในร้าน แม้จะเป็นภาพชินตาสำหรับฉัน แต่ก็ไม่ค่อยได้เห็นเท่าไร โต๊ะกลมแบบที่ขาโต๊ะเป็นไม้ ผิวโต๊ะเป็นแผ่นหินสีขาว ที่ผ่านร่องรอยของกาลเวลามายาวนาน เก้าอี้ไม้ฐานกลมๆ พนักพิงโค้งๆ มีซี่ๆ สี่ซี่

พวกเราฝากท้องมื้อเช้าไว้ที่นั่น

ในร้านคนไม่เยอะนัก แต่มีโต๊ะข้างๆ ผู้ชายสี่คนพร้อมกับหนังสือพิมพ์เต็มโต๊ะ ฉันเห็นสองคนในนั้น กินไข่ลวก

หน้าตาดี ...ไข่ลวกดูกำลังอร่อยเชียว

เพื่อนบางคนไม่ชินกับอาหารเช้า แต่หลายคนในทีมเคยชินกับการกินอาหารในทุกสถานการณ์แม้เวลาอิ่ม เราสั่งมื้อเช้ากันคนละอย่างสองอย่าง

"งานวิจัยชิ้นนั้น ที่จริงแล้วคุณวิชัยเป็นคนเขียน" เสียงจากโต๊ะข้างๆ ทะลุเข้ามาในวงล้อมโต๊ะของเรา
"พูดเป็นเล่น คนอย่างคุณวิชัยเนี่ยนะ มาศึกษาเรื่องการทรัพย์สิน และการครอบครองที่ดินของสถาบันฯ"
"ก็เพราะเป็นคุณวิชัยน่ะสิ ถึงทำได้ ไม่งั้นใครจะรู้ข้อมูลและเขียนได้ขนาดนั้น" ชายคนเดิมพูด พลางฉีกปาท่องโก๋ออกจากคู่ของมัน

นอกจากเสียงเคี้ยวแล้ว พวกเราไม่ยอมให้เสียงอื่นใดมารบกวนการแอบฟังของพวกเรา เพราะงานวิจัยชิ้นที่ว่า เป็นผลการศึกษาที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้ ข้อจำกัดหลายๆ อย่างทำให้ผู้เขียนไม่ยอมเปิดเผยตัวตนว่าคือเจ้าของผลงานที่ทำให้คนทั้งประเทศต้องอึ้ง

เราแอบฟังสักพัก จึงได้เบาะแสคร่าวๆ ว่าจะตามหาคุณวิชัย ผู้เขียนงานชิ้นนี้ได้ที่ไหน ฉัน พี่บอกอ และเพื่อนนักข่าวอีกคน ถูกเพื่อนทั้งทีมถีบออกมาจากการพักผ่อน ให้ทำหน้าที่ตามหาชายคนนี้

เขาเป็นผู้บริหารระดับสูงของธนาคารพาณิชย์ ฉันไม่แน่ใจว่าต้องแปลกใจไหมที่เขามาอยู่ในจังหวัดเล็กๆ แบบนี้

เราสามคนนั่งรอเขา... ชายคนที่เราไม่คุ้นหน้า และไม่รู้ว่าจะโผล่มาเมื่อไร
ครึ่งวันผ่านไป สภาพพวกเราเหมือนยามหน้าธนาคาร จ๋อง...รออยู่อย่างนั้น ช่างเป็นเมืองที่เงียบเสียนี่กระไร

แต่แล้ว ยามที่เมื่อสักครู่ทำท่าเหมือนใกล้หลับ ก็ผลุนผลันลุกขึ้น เปิดรั้ว และทำท่าตะเบ๊ะ ยอมให้รถตู้ยี่ห้อหรูคันหนึ่งวิ่งเข้าไปข้างใน พวกเราสะกิดกันแล้วรีบวิ่งตามเข้าไป

เราวิ่งเข้าไปอย่างซื่อๆ ไม่เหมือนท่าทางของนักข่าวที่จะมาเจาะเรื่องลึกลับ รถตู้คันนั้นจอดที่หน้าประตูทางเข้าธนาคารกรุงศรีฯ ชายคนหนึ่งก้าวออกมาจากรถ ทำหน้าแปลกใจกับหนุ่มสาวบ้านนอกจากกรุงเทพฯ ทั้งสามคน

"คุณวิชัยคะ..." เราทักเขาก่อน
สิ้นเสียงคำทัก ชายคนนั้นก็หัวเราะเสียงดังอย่างอารมณ์ดี "ฮ่าฮ่า คุณมารอคุณวิชัยงั้นหรือ..."

พวกเราทำหน้าเหวอ ... หน้าแตกอีกแล้วสิ ... ฉันคิดในใจ

"ดูเหมือนคุณวิชัยของพวกคุณมาพอดี นั่นไง รถของเขา" ชายตัวใหญ่ใจดี ผายมือไปยังรถอีกคันที่กำลังวิ่งเข้ามา

รถคันนั้น ถูกขับไปยังอาคารติดกัน เราเงยหน้ามองป้าย มันคือธนาคาร ไทยพาณิชย์

พวกเราวิ่งเข้าไปโดยไม่ทันได้ร่ำลาชายแห่งธนาคารกรุงศรี วิ่งผลุนผลันไปยังชายแห่งธนาคารไทยพาณิชย์ ระหว่างนั้นฉันรู้สึกปวดฉี่มากเพราะอั้นมาหลายชั่วโมง และตื่นขึ้นในที่สุด